Home Review Hasselblad 202FA กล้องฟิล์มมีเดียมฟอร์แมทระบบไฟฟ้าที่ทันสมัยและความแม่นยำสูง

Hasselblad 202FA กล้องฟิล์มมีเดียมฟอร์แมทระบบไฟฟ้าที่ทันสมัยและความแม่นยำสูง

1 min read
0
4
396

หลังจากเริ่มสนใจกล้องฟิล์มแบบมีเดียมฟอร์แมท ชื่อของกล้อง Hasselblad ก็เป็นตัวเลือกแรกๆที่อยุ่ในใจของหลายๆคน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกล้อง Hasselblad ใน Series 200 ที่มีชื่อว่า Hasselblad 202FA

กล้องฟิล์ม Hasselblad ที่เรามักจะเห็นคนใช้งานบ่อยๆก็คือ HASSELBLAD V-SYSTEM SERIES ซึ่งจะแบ่งออกเป็นรุ่นย่อยอีกหลายรุ่น 200 Series ก็คือหนึ่งในนั้นและจัดว่าเป็นกล้องระบบไฟฟ้าที่ทันสมัยและมีความแม่นยำในการทำงานสูงมาก เจ้า Hasselblad 202FA ถูกวางจำหน่ายในปี 1998 โดยรวมคล้ายกับรุ่น 203FE แต่มีฟีเจอร์บางอย่างที่แตกต่างกัน เช่น 

  • การวัดแสงจะเน้นตรงกึ่งกลางภาพ
  • ใช้ชัตเตอร์ได้ที่ตัวบอดี้เท่านั้น (focal-plane shutter)
  • ไม่รองรับการใช้งานเลนส์ตระกูล C
  • ไม่รองรับการใช้งานชัตเตอร์ในเลนส์ของเลนส์ตระกูล CF และ CFE (leaf-shutters)
  • ความเร็วชัตเตอร์สูงสุดที่ 1/1,000 วินาที

ปกติแล้วกล้อง Hasselblad Series 200 จะมีเลนส์เฉพาะของเค้าเอง โดยมันมีชื่อเรียกว่าเลนส์ตระกูล F และ FE และเลนส์ทั้งสองตระกูลนี้เราจะไม่สามารถนำไปใช้กับกล้องใน Series 500 ได้ แต่ถึงแม้เราจะไม่มีเลนส์ F และ FE เราก็สามารถนำเลนส์ของ Series 500 มาใช้งานบนเจ้า Hasselblad 202FA ได้เช่นกัน โดยเลนส์ที่รองรับการใช้งานจะอยู่ในตระกูล CF , CFE และ CFI 

การนำเลนส์ไม่ว่าจะเป็น CF , CFE และ CFI มาใช้งานผ่านกล้อง Hasselblad 202FA เราจะต้องทำการเลื่อนปุ่มตรงวงแหวนชัตเตอร์สปีดบนเลนส์ไปยังตำแหน่ง F (ปิดการใช้งานส่วนนี้บนเลนส์ แต่เราจะยังสามารถใช้งานชัตเตอร์สปีดผ่านบอดี้ได้) และเปิดใช้งานโหมด M บนตัวกล้อง เราก็สามารถนำกล้องออกไปถ่ายภาพได้แล้ว

จริงๆแล้วนอกจากโหมด M ที่เราน่าจะใช้งานกันบ่อย จริงๆกล้องมีโหมดอื่นๆอีกหลายโหมดนะครับ เช่นจากภาพก็จะเป็น

  • Pr Mode
  • A Mode
  • D Mode
  • M Mode
  • และสุดท้าย ML

เนื่องจากกล้อง Hasselblad 202FA เป็นระบบไฟฟ้า แน่นอนมันมาพร้อมลูกเล่นที่หลากหลาย มีตัววัดแสงในกล้องโดยการใช้พลังงานผ่านแบตเตอรี่ 4lr44 จำนวน 1 ก้อนเท่านั้น (ใช้งานได้นานอยู่)

ในโหมด M เวลาเราจะใช้งาน สำหรับเลนส์เราจะใช้การปรับในส่วนของค่า F และปรับความชัดของภาพเท่านั้น และในส่วนของบอดี้กล้อง เราจะใช้การวัดแสง และปรับชัตเตอร์สปีด โดยปุ่มปรับชัตเตอร์สปีดจะอยู่บริเวณด้านซ้ายมือของเครื่อง เป็นปุ่มขึ้น/ลง สีฟ้า เรียกได้ว่าใช้งานได้ง่ายมากๆ

ระบบวัดแสดงของกล้องก็ทำงานได้ดีมากและแสดงผลให้เราเข้าใจได้ง่าย วิธีการวัดแสงหลังจากเราขึ้นชัตเตอร์และดึงแผ่น Dark Slide ออกหลังจากนั้นเปิดแว่นขยายลงมา แล้วให้เรากดปุ่มชัตเตอร์ลงครึ่งนึง หากเราก้มมองลงไปในช่องแว่นขยาย ในบริเวณบนสุดของกล้องเราจะเห็น Display เล็กๆที่บอกสถานะการทำงานต่างๆเอาไว้

วกกลับมาในส่วนของวัดแสง ค่าของแสงจะถูกแสดงเป็นตัวเลขเอาไว้ โดยถ้าเป็นเลข 0 แสดงว่าแสงพอดี ถ้ามีค่าเป็น + แสดงว่า โอเวอร์ และเช่นกันถ้ามีตัวเลขเป็น – แสดงว่ามันอันเดอร์อยู่ เราก็ปรับในส่วนของชัตเตอร์สปีดด้านข้างเพื่อปรับแสงออกมาให้พอดีเท่านั้น และที่ดีขึ้นไปอีกหากเรามองจอ Display ได้ไม่ชัด ให้เรากดปุ่มเปิดไฟได้ด้วยนะ เป็นปุ่มเล็กๆใต้โลโก้ 202FA

สำหรับในส่วนของที่ใส่ฟิล์มหรือ Magazine จะแตกต่างจากกล้องซีรี่ส์ 500 อยู่บ้าง เช่น มันจะถูกเรียกว่า E12 และเวลาใส่ฟิล์มเราจะต้องตั้ง ISO ของฟิล์มให้ตรงกับฟิล์มที่ใส่ด้วยเสมอ (ตรง Magazine จะมีให้ปรับได้)

ผมว่าหลายคนที่ใช้งานกล้อง Hasselblad น่าจะมีกล้องในตระกูล Series 500 และ 200 อยู่แล้วด้วยกันทั้งคู่ หรือว่าตอนนี้ใช้งานใน Series 500 อยู่แล้วและอยากจะลองซื้อรุ่น 202FA  มาใช้งานดูบ้าง ผมมีรายละเอียดอุปกรณ์ที่รองรับมาให้ได้ดูกัน

จากภาพซ้ายสุดก็คือรายละเอียดอุปกรณ์ของ Hasselblad 202FA เลนส์ที่ดังๆก็คือเจ้า FE110 นั่นเอง ส่วนภาพกลางก็จะเป็นพวกช่องมองภาพ หากใครมีรุ่น PM5 หรือ PM90 ก็สามารถนำมาใช้ร่วมกันได้ (ใครมี PM3 อดนะครับ) และสุดท้ายภาพในช่องขวามือ ก็คือเลนส์ CF และ CFE ที่เราสามารถนำมาใช้งานร่วมกันได้สบายๆ  แต่ภาพอาจจะไม่ได้อัพเดต เพราะอย่างระยะ 180 ในภาพมีเพียง CF เท่านั้น จริงๆแล้วมีตระกูล CFE ด้วย

วกกลับมาที่กล้องของผมดีกว่า สำหรับกล้องของผมตัวนี้ มาพร้อม Body 202FA chrome trim + 80mm CFE T* F2.8 + Mag E12 W/Dark holder + Acute Matt Screen + Micro prism  + Marks light sensor area ซึ่งฟังก์ชั่นสมบูรณ์แบบ ริ้วรอยน้อย สภาพดีมาก โดยเฉพาะ Waist level finder เป็นแบบรุ่นใหม่ล่าสุด เป็นของตรงรุ่น ไม่ได้เปลี่ยนมากจาก 501cm หรือ 50cw  สภาพดีมาก และจากการที่ได้ focusing screen เป็นแบบ Acute Matt Screen + Micro prism  + Marks light sensor area มันก็จะส่งผลให้สว่างกว่าแบบ standard 2.5 stop โฟกัสในสภาพแสงน้อยๆ ได้ดี และสุดท้าย แมกกาซีน E12 film back มีที่เก็บ dark slide ด้วย

Facebook Comments

Load More Related Articles
Load More By IamFox22
Load More In Review

Check Also

พาเลนส์ Makro-Planar 135 mm F 5.6 CF ออกไปถ่ายโมเดล ClothMyth Seiya

ช่วงนี้ทุกคนคงจะไม่สะดวกที่จะออกไปถ่ายภาพกันนอกบ้าน ผมเองก็เช่นกันก็เลยมองหาอะไรมาถ่ายสนุก…